เนื้อเยื่อเทียม อยู่ได้นานแค่ไหน ในการรองปลายจมูก ต้องอ่านก่อนทำ

acellular dermal matrix

เนื้อเยื่อเทียม

เนื้อเยื่อเทียม เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการรองปลายจมูก ใช้ในการเสริมจมูกธรรมดาและการเสริมจมูกแบบโอเพ่น นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขภาวะจมูกบุ๋ม หลังจากถอดซิลิโคนจมูก หรือใช้ในการแก้ไขภาวะจมูกทะลุ จึงถือได้ว่าวัสดุดังกล่าวมีประโยชน์มากพอสมควร

สารบัญ

เนื้อเยื่อเทียมคืออะไร

เนื้อเยื่อเทียม หรือ Acellular Dermal Matrix หรือ เรียกย่อๆว่า ADM เป็นเนื้อเยื่อในชั้น Dermis ที่มีการสกัดเอาเซลล์ ออกไปด้วยกระบวนการพิเศษ ซึ่งการขจัดเซลล์เหล่านี้มีผลเพื่อไม่ให้ร่างกายตอบสนองทางภูมิคุ้มกันกับเนื้อเยื่อเทียม ต้องเล่าให้ฟังว่า

โดยปกติแล้วหากร่างกายพบสิ่งแปลกปลอมจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น ในขณะที่เนื้อเยื่อเทียม ADM ที่ทำการขจัดเซลล์ออกไปแล้ว จะไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเนื้อเยื่อเทียม ADM เหล่านี้สามารถอยู่ได้ในร่างกายเป็นเวลานาน โดยไม่ถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกัน

เนื้อเยื่อเทียม

เนื้อเยื่อเทียมทำมาจากอะไร

Acellular Dermal Matrix มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อของมนุษย์หรือเนื้อของสัตว์ ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นหมู นำมาผ่านกระบวนการทางภูมิคุ้มกันวิทยาเพื่อกำจัดสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยเนื้อเยื่อเทียมที่ได้จะมีลักษณะคล้ายฟองน้ำที่มีลักษณะแข็ง มีรูพรุน

เมื่อโดนน้ำแล้วจะมีความเหนียว โดยเนื้อเยื่อ ADM ที่มาจากมนุษย์จะมีลักษณะที่เหนียวและหนากว่า ADM ที่มาจากสัตว์ แต่จากประสบการณ์ โดยตรงของหมอแล้ว การใช้งานจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะสุดท้ายแล้วก็สลายเหมือนกันอยู่ดี

รองปลาย เนื้อเยื่อเทียม ทำยังไง

โดยหลักการแล้วจะเป็นการนำเนื้อเยื่อเทียมเข้ามาติดที่ปลายของซิลิโคนจมูก ซึ่ง ADM ก่อนใช้จะมีลักษณะเป็น รูปทรงสี่เหลี่ยม มีความหนาประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และมีความกว้างและความยาวประมาณอย่างละ 1 เซนติเมตร

ก่อนนำมาใช้จะต้องนำไปแช่กับน้ำเกลือเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีเพื่อให้มีลักษณะนิ่มลง หลังจากนั้น แพทย์จะนำเอาเนื้อเยื่อเทียมมาติดบริเวณปลายของซิลิโคนจมูก ตามแต่ตำแหน่งที่ต้องการ ด้วยไหมละลาย จากนั้นจึงเอาวัสดุดังกล่าวเข้าไปใส่ในโพรงจมูก

รองปลายเนื้อเยื่อเทียมจะทะลุไหม

การรองปลายเนื้อเยื่อเทียมช่วยลดโอกาส จมูกทะลุ จากซิลิโคนได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเนื้อเยื่อเทียมแล้ว ก็ไม่ควรเสริมจมูกให้มีความโด่งหรือความพุ่งมากเกินเนื้อจมูกจะรับไหว เพราะสุดท้ายแล้วหากแรงดันที่ปลายจมูกมีเยอะ เกินเนื้อจมูกจะยืดได้

เนื้อเยื่อเทียม อยู่ได้นาน แค่ ไหน

ต่อให้รองด้วยกระดูกอ่อนหลังหูก็สามารถทะลุได้อยู่ดี ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของหมอแล้ว ทรงจมูกที่ไม่ค่อยมีปัญหาคือ ทรงจมูกเกาหลี และ ทรงจมูกธรรมชาติ เพราะทั้ง 2 ทรงมีแรงดันที่ปลายจมูกค่อนข้างน้อย

ข้อดี ข้อเสีย ของเนื้อเยื่อเทียม

ข้อดี ของเนื้อเยื่อเทียม

  1. ใช้เวลาผ่าตัดน้อย เนื่องจากกระบวนการใช้ไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดบริเวณหลังหูหรือบริเวณซี่โครงทำให้ประหยัดเวลา และจากการใช้งานจริง พบว่าการใช้เนื้อเยื่อเทียม มีระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
  2. ไม่ต้องเจ็บแผล 2 ที่ เพราะหากต้องเก็บกระดูกอ่อนหลังหูหรือกระดูกอ่อนซี่โครงแล้วจำเป็นที่จะต้องเปิดแผลบริเวณหลังหูและชายโครง ทำให้ต้องดูแลแผลผ่าตัด 2ที่ ซึ่งอาจไม่สะดวกในคนไข้บางราย ดังนั้นในคนที่ไม่อยากมีแผลหลายจุดจึงแนะนำเนื้อเยื่อเทียมมากกว่าแบบอื่น

ข้อเสีย ของเนื้อเยื่อเทียม

  1. สลายเมื่อเวลาผ่านไป โดยระยะเวลาการสลายไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าทรงจมูกที่ทำมีความโด่งหรือความพุ่งมากแค่ไหน ซึ่งจะแตกต่างจากกระดูกอ่อนหลังหูหรือกระดูกอ่อนซี่โครง ที่ต่อให้ระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่มีวันสลายหายไปจาก โครงสร้างจมูก
  2. อาจมีการแพ้หรือระคายเคือง ได้ในบางราย แม้เนื้อเยื่อเทียมจะมีการกำจัดเซลล์เพื่อไม่ให้ตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตามในคนไข้บางรายยังมีการระคายเคืองเกิดขึ้นได้บริเวณ ปลายจมูกเช่น ปลายจมูกแดง ปลายจมูกอักเสบ ซึ่งสามารถเกิดได้ในบางครั้ง

เนื้อเยื่อเทียม อยู่ได้นาน แค่ไหน

เนื้อเยื่อเทียมจะมีอายุประมาณ 6 เดือนถึง 24 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าทรงจมูกที่ทำมีความโด่งหรือความพุ่งมากแค่ไหนจากประสบการณ์ของหมอแล้วทรงจมูกที่มีความโด่งมากจะมีแรงดันค่อนข้างเยอะซึ่งจะส่งผลให้เนื้อเยื่อเทียมที่ปลายจมูกสลายได้เร็วกว่าปกติ

รองปลาย เนื้อเยื่อเทียม

ทรงจมูกเหล่านี้ได้แก่ จมูกทรงตุรกี จมูกทรงสโลปปลายพุ่ง จมูกทรงบาร์บี้ โดยการสลายของเนื้อเยื่อเทียมจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามระยะเวลาที่ผ่านไป ไม่ว่าต้นกำเนิดจะมาจากคนหรือสัตว์ สุดท้ายแล้ว วัสดุดังกล่าวก็จะสลายอยู่ดี

เนื้อเยื่อเทียม สลาย แล้วเป็นไง

ก่อนที่เนื้อเยื่อเทียมจะสลาย ตัววัสดุดังกล่าวจะมีรูพรุนเพื่อให้ร่างกายสามารถ สร้างและกระตุ้นคอลลาเจนไปชดเชย ณ บริเวณตำแหน่งที่มี Acellular Dermal Matrix ดังนั้นตามทฤษฎีแล้วเมื่อเนื้อเยื่อเทียมสลาย ก็จะมีเนื้อเยื่อจากร่างกายของเรา ที่สร้างใหม่เข้าไปทดแทน

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของเนื้อเยื่อที่สร้างใหม่ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าจะมีความแข็งแรงขนาดไหน และจะอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะจากประสบการณ์ของหมอแล้วในคนที่เสริมจมูกโด่ง มากๆ เมื่อตามเคสไปเป็นระยะเวลานานจะพบว่า ปลายจมูกก็บางอยู่ดี

ยี่ห้อ ของเนื้อเยื่อเทียม

ในปัจจุบันเนื้อเยื่อเทียมมีหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็จะมีความแตกต่างในเรื่องของความหนา และขนาด รวมไปถึงส่วนผสม และที่มา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.Megaderm เป็นเนื้อเยื่อเทียมที่มาจากเนื้อมนุษย์ ข้อดีคือมีความหนาที่ค่อนข้างมาก และมีหลายขนาดให้เลือก เป็นยี่ห้อแรกๆ ในการใช้เนื้อเยื่อเทียม เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่มีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ เป็นยี่ห้อที่มี Acellular Dermal Matrix ขนาดใหญ่ที่สามารถนำมาทำบริเวณสันจมูกได้

2.Supporix เป็นเนื้อเยื่อเทียม ที่มาจากเนื้อหมู ข้อดีคือมีราคาที่ย่อมเยาว์กว่ากว่าวัสดุที่มาจากมนุษย์ และมีหลายขนาดให้เลือก ยี่ห้อดังกล่าว มีการโปรโมทในประเทศไทยค่อนข้างมาก และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และใช้ในวงการศัลยกรรมมาเป็นเวลานาน จึงมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

3.Matigen เป็นเนื้อเยื่อเทียมที่มาจากหมูเช่นกัน ข้อดีคือมีราคาที่ ไม่แพงมาก และสามารถเลือกความหนาได้หลายระดับ จึงเหมาะสำหรับกลุ่มคนไข้ที่ต้องการความโด่งของจมูกแตกต่างกัน เนื่องจากสามารถเลือกใช้ความหนาได้หลายระดับนั่นเอง

4.Surederm เป็นวัสดุที่มาจาก เนื้อมนุษย์ มีโอกาสระคายเคืองน้อยกว่าชนิดอื่น อีกทั้งโครงข่ายของคอลลาเจนยังมีความหนาแน่นมากกว่าชนิดที่มาจากสัตว์ อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างของอิลาสติน ซึ่งทำให้ผิวหนังมีความหนาและยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อจำกัด หนึ่ง ก็คือมีราคาที่ค่อนข้างสูง

5.Evergreen เป็นวัสดุที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ มีราคาที่ไม่แพง สามารถใช้ได้ในทุกส่วนของร่างกาย หรือสามารถใช้ชดเชยในคนที่มีแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เพราะจะช่วยฟื้นฟูและเสริมเนื้อผิวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื้อเยื่อเทียม และ กระดูกหลังหู

วัสดุทั้ง 2 สามารถใช้ในการรองปลายจมูกได้ทั้งหมด แต่มีข้อแตกต่างกันคือ กระดูกอ่อนหลังหูจะช่วยพยุงทรงปลายจมูกได้พุ่งมากกว่าเนื้อเยื่อเทียมเนื่องจากมีลักษณะที่แข็งกว่า และกระดูกอ่อนหลังหู ก็ไม่สลายเหมือนกับเนื้อเยื่อเทียมจึงอยู่ได้ตลอดชีวิต

megaderm

อย่างไรก็ตาม กระดูกอ่อนหลังหู ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อบาง หรือผิวบาง เนื่องจากมีโอกาสเห็นขอบกระดูกได้ง่าย อีกทั้งในการเก็บกระดูกอ่อนหลังหูจำเป็นที่จะต้องเปิดแผลบริเวณหลังหูร่วมด้วยทำให้การดูแลแผลและเจ็บตัวมากขึ้น

เทคนิคทั่วไปในการใช้เนื้อเยื่อเทียม

รองปลายเนื้อเยื่อเทียม 2 ชั้น

ในคนที่ต้องการความพุ่งเยอะๆ สามารถใช้เนื้อเยื่อเทียม 2 ชิ้นมาต่อกันเป็นสองชั้นเพื่อเพิ่มระดับความพุ่งและความโด่งของปลายจมูก อย่างไรก็ตามความพุ่งดังกล่าวไม่ควรเกินขอบเขตของเนื้อจมูก เพราะมิฉะนั้นแล้วสุดท้ายก็จะทะลุอยู่ดี

เสริมจมูกเนื้อเยื่อเทียมทั้งแท่ง

ในคนที่ไม่ต้องการให้จมูกมีซิลิโคนจมูกเลยสามารถใช้เนื้อเยื่อเทียมทั้งแท่ง เสริมจมูกบริเวณสันจมูกได้ อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ของหมอ การเสริมจมูกเนื้อเยื่อเทียมทั้งแท่ง ทรงจมูกที่ได้จะไม่มีความคมชัดมากเท่ากับซิลิโคนจมูก

จมูกรัดแกนปลายจะเล็กลงไหม

เพราะเนื้อเยื่อ adm มีลักษณะนิ่มในขณะที่ซิลิโคนจมูกมีลักษณะที่แข็งกว่าจึงพยุงทรงจมูกได้ คมชัดมากกว่านั่นเอง 

รองปลายเนื้อเยื่อเทียม กับ เย็บอินเตอร์โดม

ทั้ง 2 เทคนิคสามารถใช้ในการเพิ่มความโด่งของปลายจมูกได้เช่นกัน เมื่อทำรวมกันแล้วจะพบว่าปลายจมูกจะมีความละมุนและดูพุ่งอย่างเป็นธรรมชาติ มีความเรียบเนียนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการ เย็บอินเตอร์โดม จะเหมาะในคนที่มีกระดูกปลายจมูกที่ค่อนข้างแข็งแรง

ซึ่งหากไม่แน่ใจสามารถ ปรึกษาแพทย์เพื่อให้ประเมินกระดูกอ่อนปลายจมูกได้

เทคนิคพิเศษในการใช้เนื้อเยื่อเทียมในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีเทคนิค Protecting Shield ADM เป็นการนำเอาเนื้อเยื่อเทียมมาตัดให้เป็นรูปทรงที่เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน ในตำแหน่งที่มีการอ่อนแอ เช่น ปลายจมูกหรือหยดน้ำ ความหนาที่เพิ่มมานี้เปรียบเสมือนเกราะ ที่คอยป้องกันโครงสร้างที่อ่อนแอ

ส่วนตัวหมอมักใช้ในคนที่จมูกบางเพื่อลดโอกาสจะจมูกทะลุ ซึ่งจากการใช้ก็ได้ผลดีมาก เป็นเทคนิคใหม่ที่หมอใช้ในปัจจุบัน เพราะนอกจากลดโอกาสทะลุแล้วยังสามารถเพิ่มการสร้างคอลลาเจน และเส้นใยอิลาสตินที่ช่วยให้เนื้อจมูกมีความแข็งแรงได้อย่างดี

อาการแพ้เนื้อเยื่อเทียม

แม้เนื้อเยื่อเทียมจะมีการกำจัดเซลล์เพื่อลดปฏิกิริยาต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ แต่ในบางรายก็เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ดังนี้

ปลายจมูกแดงจากแพ้เนื้อเยื่อเทียม

จากประวัติ ปลายจมูกแดง จะเกิดในช่วงแรกหลังจากเสริมจมูกโดยใช้เนื้อเยื่อเทียม ซึ่งอาการจมูกแดงมักเกิดจากการแพ้นานกว่าปกติ ปลายจมูกแดงดังกล่าวสามารถหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม หากจมูกแดงเป็นเวลานาน อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดเป็นเวลา 3 วัน แล้วรอดูอาการอีกที

ปลายใส จากรองปลายเนื้อเยื่อเทียม

อาการแพ้ดังกล่าวเกิดจาก ปลายจมูกค่อนข้างตึงและ ปลายจมูกบาง ซึ่งเกิดจากการทำจมูกที่มีความโด่งมากกว่าปกติ การแก้ไขคือการแก้จมูกให้มีขนาดความโด่งที่ลดลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต เช่นจมูกทะลุ หรือ  ปลายจมูกบาง

เนื้อเยื่อเทียม ราคา

การใช้เนื้อเยื่อเทียมควรมีราคาต่อชิ้นประมาณ 5,000 บาทถึง 10,000 บาท ขึ้นกับแต่ละยี่ห้อ ซึ่งจากประสบการณ์ของหมอแล้วราคาที่ถูกกว่านี้มีโอกาสได้ “เนื้อเยื่อทิพย์” หรือพูดอีกนัยนึงก็คือ บอกว่าจะใส่เนื้อเยื่อเทียมแต่ก็ไม่ได้ใส่

ซึ่งมักพบในคลินิกที่ทำราคาถูกมากกว่าปกติมีการลดแลกแจกแถมเกินความเป็นจริง ดังนั้นก่อนที่จะเสริมจมูกจึงแนะนำให้เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือมากเพียงพอ หลีกเลี่ยงการประเมินผ่านเซลล์โดยที่ไม่ได้พบแพทย์ หรือปรึกษาแพทย์อย่างเพียงพอ

สรุป

เนื้อเยื่อเทียมเป็นวัสดุที่ มาจากเนื้อเยื่อในชั้น Dermis ของมนุษย์หรือสัตว์ ที่นำมาขจัดเซลล์ออก เพื่อลดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ส่วนใหญ่ใช้ในการรองปลายจมูก ข้อดีของเนื้อเยื่อเทียมคือใช้เวลาผ่าตัดน้อยและไม่ต้องเจ็บตัว 2 ที่

แต่ก็มีข้อเสียคือสามารถสลายได้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งแตกต่างจากกระดูกอ่อนหลังหูที่ไม่สลายและอยู่ได้ตลอดชีวิต ยี่ห้อของ Acellular Dermal Matrix มีหลายชนิด โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น สอง กลุ่มคือกลุ่มที่มาจากเหนือมนุษย์และกลุ่มที่มาจากเนื้อสัตว์

อาการแพ้ของเนื้อเยื่อเทียม ได้แก่ ปลายจมูกแดงและปลายจมูกใส ราคาของวัสดุดังกล่าวควรอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 10,000 บาท ไม่ควรเลือกที่มีราคาต่ำกว่านี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้เนื้อเยื่อทิพย์ หรือ ก็คือบอกว่าจะใส่แต่ก็ไม่ได้ใส่ กลายเป็นจ่ายแพงโดยไม่ได้รองปลายจมูกนั่นเอง